books

30 ก.ค. 51

ฤกษ์ดีทวีคูณ

หลานป้า (แก่แล้วง่ะ) คนแรกออกมาดูโลก พ่ออีหนูตั้งชื่อว่า เยเช

หลังหลากหลายวิกฤตการณ์ในบ้านเรา

 

เจ้าเอื๊อก เวอร์ชั่นสอง ออกมาดูโลกในปกใหม่

หลังเถียงกับบก. (เรื่องปก) เอาเป็นเอาตายมาหลายเพลา

-----

บรรดาพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติโกโหติกา พากันดีใจกับลูกคนใหม่

หลานคนใหม่ และหนังสือเล่มใหม่

พ่อแม่จะทะเลาะกันอีกเมื่อไหร่ คิดถึงวันนี้ไว้บ้างนะจ๊ะ

-----

ฝากดูแล หนูเยเช กับ เจ้าเอื๊อก ด้วย

 

edit @ 3 Aug 2008 07:38:36 by ร้อยคำ

เมื่อต้นอาทิตย์ ไปเข้าร่วมรายการเปลือยชีวิตให้ช่วยกัน อ่าน ของวงสนทนานักวิชาการผู้หวังดีต่อมวลมนุษยชาติ ที่เรียกคนดังน้อยดังมากมาเปลือยกันในห้องสนทนาโต๊ะกลม แอร์เย็นฉ่ำ ให้มันสมองระดับหัวกะทิของชาติถอดรหัสตีความ นัยว่าประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยยกระดับการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของสังคม (ที่กำลังอดน้ำมันแต่อยากขี่เก๋ง ปากบ่นว่าไม่พอกินแต่ไม่เคยแห้งลิปสติก)

----- 

ปลายอาทิตย์ก่อน อยู่ๆก็มีวารสาร อ่าน ฉบับปฐมฤกษ์ ที่บอกว่าส่งมาให้ทดลองฟรีสำหรับสมาชิกวารสารฟ้าเดียวกัน ทั้งที่เราไม่เคยเป็นสมาชิกมาก่อนไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหน  ตกใจเล็กน้อยกับราคาข้างเล่ม 200 บาท แต่พอระลึกถึงราคาเฉียดสองร้อยของวารสารหนังสือใต้ดิน ที่อ่านได้อย่างติดพัน ก็เริ่มเข้าใจ (แม้จะยังคงคิดว่า ทำไมวารสารเพื่อนักอ่านพวกนี้ไม่คิดใช้กระดาษถูกๆให้ราคามันลงมาอยู่ในกำมือของนักอยากอ่านบ้างนะ) 

     
อ่าน ฉบับปฐมฤกษ์
      

ผ่าน เปิดเล่ม ของ ไอดา อรุณวงศ์ ด้วยใจระทึก มันจะมีจริงหรือ พื้นที่ของการวิจารณ์ที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ แต่สามัญพอที่จะไม่ต้องกีดกันคนส่วนใหญ่ออกไป ถ้ามีจริง คงเป็นสวรรค์ของคนชอบอ่านแต่ไม่ชอบหอบบันไดอย่างเรา   

    

เปิดเข้าไปในเล่ม แล่นไปหา Buru Quartet  ก่อนใคร ก็มันยังแค้นไม่หาย อะไรวะ แปลออกมาสามเล่มแล้วหายจ้อยเฉยเลย ฮ่วย! ไม่รับผิดชอบต่อคนอ่านเลยนี่หว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าด่าใคร  บก. คนแปล หรือใครดี หวังว่าจะมีคนเขียนพาดพิงให้มากๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เราอุตส่าห์ด่าจะได้ลุกขึ้นมาทำให้มันเสร็จครบเซ็ตซะที  บทวิจารณ์ใน อ่าน เขียนเพื่อคนยังไม่อ่านเลยลงไม่ลึกนัก แค่ยกประเด็นแล้วเล่าเนื้อหาในเรื่องด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ หยิบวรรคเตะหัวใจมาประกอบ พอดีอ่านไปแล้วเลยรู้สึกว่าไม่จุใจซักเท่าไหร่ ขณะที่ถ้าเป็นคนยังไม่อ่านก็ยังไม่ค่อยเร้าใจเท่าที่ควร ทั้งๆที่สำหรับนักอ่านเดินดินอย่างเรา จตุรภาคเกาะบูรูชุดนี้เป็นสุดยอดนิยายชีวิตผจญภัยของนายมิงเกแท้ๆ     

             

ตรงกันข้ามกับบทวิจารณ์ ทุ่งมหาราช ที่วิเคราะห์อย่างละเอียดยิบ ซ้อนปากคำของนักวิจารณ์เข้าไปอีกรอบ จนคนยังไม่อ่านอย่างเราตื่นเต้นใคร่จะได้อ่านในเร็ววัน ด้วยความที่บทวิจารณ์ทำท่าจะลงลึกถึงกึ๋น ทำให้เราต้องรีบพลิกไปหาคอลัมน์อื่นกลั้วคอ ก่อนจะหมดความอยากหา ทุ่งมหาราช มา อ่าน ตามประสาเราเสียก่อน

       

ส่งเสด็จ และ นิทานอีสปฉบับไม่เพียงพอ เป็นส่วนที่ทำให้ อ่าน เข้ากับคนสามัญที่มีใจเดียวกับ ฟ้าเดียวกัน แต่ปีนบันไดวิชาการแล้วหอบแฮ่กๆไปไม่ถึงสวรรค์อย่างเราแฮปปี้ดี๊ด๊า ลุกขึ้นมากรอกใบสมัครสมาชิกอย่างไม่เสียดายตัง  และตั้งหน้าตั้งตาเตรียมรองเท้าตีนตุ๊กแกเพื่อพยายามปีนบันไดที่มีให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่นักเขียนจะพาไปในส่วนอื่นๆของ อ่าน เล่มนี้และเล่มหน้า 

        

ถึงจะยังอ่านไม่จบเล่ม (บ้า! เล่มละตั้งสองร้อย อ่านรวดเดียวจบก็ไม่คุ้มน่ะสิ)  แต่ก็พอมองแนวออกบ้างแล้ว ถ้า อ่าน ยังคงอยู่ในแนวไม่ไกลไปจากนี้ ก็คงคบกันได้ยืดยาว ไม่เหมือนบางวารสารนิตยสาร ที่เราเป็นสมาชิกเพียงเพื่อดูแนวครบปีแล้วก็บอกลา

               

 ขอส่งกำลังใจให้คนทำ ที่ ไม่ใช่นักวิชาการ แล้วมันยังเป็นผู้หญิง (!)  ดีใจด้วยที่กำลังจะได้สมาชิกเพิ่มอีกคนแล้วนะ (แถมอุปถัมภ์ให้อีกหนึ่งห้องสมุด ใจป้ำชิบเป๋งเลยวุ้ย) อย่างน้อยก็อยากจะมีเวลาค่อยๆทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้

-----  

ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ค่อนข้างหนาวสำหรับคนไม่ชิน คนถูกเรียกมาเปลือยชีวิตยังคงห่อตัวไว้อย่างมิดชิด ยื่นส่งต้นฉบับ หนังสือชีวิต อย่างกระมิดกระเมี้ยน หลังแอบจงใจฉีกออกไปอย่างแนบเนียนหลายหน้า ไม่ว่าคนรับจะเพียงพลิกๆดูแล้วโยนทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีหนังสือไว้ อ่าน มากเกินพอแล้ว หรือเล่มนี้ไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ หรือใครจะนั่งอมยิ้มรอ อ่าน ตอนต่อไป ก็ไม่มีผลอะไรต่อคนผลิตต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ เพราะมันไม่ได้มีไว้ขาย (!)

        

ขออภัยที่มิอาจเผยใจ เพราะเรามีเวลาให้กันน้อย และยังไม่ค่อยรู้จักกัน

 

edit @ 5 Jun 2008 17:37:48 by ร้อยคำ

ช่วงนี้งานไม่เร่งมาก เลยกลับเข้าโหมด ค้นหา ซะหน่อย

เริ่มจากค้นหาหนังสือที่อ่านจนจบได้โดยไม่อนุญาตให้เล่มอื่นมาแทรก

โชคดีเจอตั้งเล่มนึง

       

 
    
คนตัวเล็ก
(กนกพงศ์ สงสมพันธ์)

                           

อื้อฮือ ... อ่านแล้วฟุ้งซ่านกลับไปวัยเด็กดีแท้ สี่ชั่วโมงบนรถเมล์ไป-กลับสำนักพิมพ์เจ้าประจำ (ที่ไกลบ้านโคตรๆ) อ่านไปได้แค่ร้อยหน้าเอง ... ตั้งใจอ่านจริงๆนะ ไม่ได้ฟุ้งซ่านเรื่องอื่นซักนิด        

กนกพงศ์เล่าเรื่องทีไร เป็นสำนวน ชาวบ้านเล่าเรื่องทุกที ไม่มีความยากที่ตัวอักษรให้ต้องแปลไทยเป็นไทยให้เสียรส มีแต่พฤติกรรม คำพูด และบรรยากาศให้ตีความตีขลุมไปตามใจคนอ่าน หลายเรื่องในเล่มนี้เป็นการเล่าจากปาก(กา)คนตัวเล็ก กนกพงศ์ทำได้ไม่กระแดะ (ขออภัยถ้ารู้สึกว่าคำนี้ไม่สุภาพ)  ไม่สนใจ ไม่เอาใจใคร เป็นอิสระเต็มที่ ขอยกนิ้วโป้งให้หลายๆที ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า พี่แกไม่น่าตายก่อนวัยอันควรเล้ย กว่าเราจะเจอนักเขียนที่มีผลงานเตะเข้าเป้ากลางใจได้มากกว่าหนึ่งเล่มน่ะยากเย็นยังกะอะไรดี แทนที่จะอยู่ให้เราได้อุดหนุนไปนานๆ ... เสียดายสิ้นดี ...

          

ไม่อยากเปิดเผยเนื้อเรื่องมากกว่านี้ เอาตอนท้ายคำนำเรื่องจากสำนักพิมพ์มาลงดีกว่า

  

     คนตัวเล็ก จึงเป็นโลกแห่งความคิดอันสวยงาม เป็นโลกจินตนาการ ที่เราอาจขลาดกลัว-ขัดแย้ง-ต่อสู้กับสิ่งนี้เหมือนสิ่งแปลกหน้า

            หากมองลึกลงไป เราจะเห็นความจริงว่า โลกของคนตัวเล็กเป็นโลกใบใหญ่ ขณะโลกของคนตัวใหญ่กลับเล็กลงเรื่อยๆ พร้อมกับความสุขที่ลดลงตามมาเป็นสัมพันธภาพสอดคล้องต้องกัน           

      

-----    

สำนักพิมพ์เจ้าประจำที่หายหน้าไปมี  ความสุข  แบบหนักๆในโปรเจกต์ยักษ์ซะนาน เห็นว่าชักอยากได้อะไรเบาๆ เลยเรียกนักแปลตัวเล็กไปคุย คุ้ยหาแนวเรื่องหนุกๆมาเล่นกันอีก ที่จริงก็มีหนังสือคนโน้นคนนี้แนะนำให้อ่านเข้ามาพอสมควร แต่ยังไม่เข้าเป้ากลางใจเลยซักเล่มน่ะสิ  หาหนังสือมาแปลนี่ยากพอๆกะหาแฟนเลยวุ้ย ... เอ้ย! ผิด ผิด ... ยากส์น้อยกว่าหาแฟนนิ๊ดส์นึงว่ะ (เพราะว่าหาหนังสือมาแปลนี่ สามปีเจอแล้วมากกว่าหนึ่งเล่ม อิอิ... แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังไม่ได้แต่ง ... เฮ้ย! ... ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ก็เหอะนะ)  

เฮ้อ ... คงต้องหากันต่อไป ...

edit @ 8 Apr 2008 17:54:42 by ร้อยคำ

ช่วงนี้มีแต่คนเอาหนังสือจริงจังมาให้อ่านแฮะ

นี่เรากลายเป็นคนจริงจังไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า??? 

ทำไม? คนไข้ไม่ฟ้องหมอ โดย อารยา ชูผกา

พิมพ์เมื่อตุลาคม 2550

 

เล่มนี้ป๊ะป๋าโยนมาให้หมอฟันมือหนึ่งในบ้าน เมื่อครั้งที่อาเจ้แกบ่นเป็นตุเป็นตะเรื่องคนไข้โรงพยาบาลเอกชนเรื่องมาก เอะอะก็จะฟ้องท่าเดียว 

สมัยที่โรงพยาบาลยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดหาได้ยากยิ่งกว่าธรรมชาติสมัยนี้ คุณหมอส่วนใหญ่ยังใจดีรักษาแบบแทบไม่เก็บสตางค์ ญาติคนไข้มีเท่าไหร่หมอจำได้หมด (ก็เตียงมันน้อย ...) สมัยนั้นเรื่องฟ้องร้องคงแทบไม่เคยอยู่ในสมองคนไข้ แค่หมอดูแลรักษาให้อย่างดีก็บุญแล้ว

สามสิบปีผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ โรงพยาบาลบางแห่งกลายเป็นสถานเสริมความงาม บางที่แทบจะกลายเป็นโรงแรมหรู ก็คงไม่แปลกที่หมอจะกลายพันธุ์เป็นนักล่าเงินในเสื้อกาวน์ คนไข้เลยต้องปรับตัว จ่ายไปแล้วไม่ได้บริการตามต้องการล่ะก็ ฟ้องทันที

นอกจากเรื่องพื้นๆอย่างการเอาใจใส่ให้ข้อมูลกับคนไข้และญาติ ตั้งใจดูแลเคสอย่างจริงจัง ที่มันเคยมีมาก่อนแต่สมัยนี้หายไปไหนได้ยังไงไม่รู้ ยังมีอีกเรื่องนึงที่ดูจะใหม่กับสังคมไทย คล้ายๆเคสมินามาตะที่เพิ่งผ่านมาพอดี

 ท่านนักวิชาการกฎหมายที่โขกสับล่ามจนเละไม่มีชิ้นดี ยกคำพิพากษาของศาลจังหวัดนีงาตะ ในคดีโรคมินามาตะที่ญี่ปุ่นมาอ้างให้ฟัง(และอ่าน) ดังนี้จ้า

"ในคดีมลพิษที่เกี่ยวกับสารเคมีนั้น การเรียกให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายนำสืบในวิชาวิทยาศาสตร์ ย่อมไม่เหมาะสมในแง่ของความเป็นธรรม อันเป็นหลักพื้นฐานของระบบกฎหมายละเมิด ถ้าอาการของโรค ใช้วิทยาศาสตร์อธิบายได้เป็นเหตุเป็นผล ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้นกับผู้ป่วย เพียงด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานแวดล้อมกรณีเช่นนี้ จึงจะพิสูจน์ได้ในแง่กฎหมายตามหลักเหตุและผล แต่กรณีที่ใครๆก็ไม่อาจพิสูจน์อะไรได้มากไปกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเป็นผู้ปล่อยมลพิษ เช่นนี้แล้ว ... ถ้าฝ่ายโรงงานพิสูจน์ไม่ได้ว่า ตนไม่ใช่ผู้ปล่อยมลพิษ ก็ย่อมต้องถือว่าโรงงานนั้น คือผู้ก่อให้เกิดโรคขึ้นกับผู้ป่วย"

อ่านตามประสาคนธรรมดาม่ายช่ายนักวิชาการ ได้ความว่า ไอ้วิธีการตัดสินความผิดแบบหาพยานหลักฐานมาให้พร้อมซะก่อนว่ามันเป็นต้นเหตุ ข้าถึงจะบอกว่ามันผิดน่ะ ไม่ควรเอามาใช้ในเรื่องนี้ ถ้าหากมันหาข้อแก้ตัวว่ามันไม่เกี่ยวไม่ได้ล่ะก็ มันก็ต้องยอมรับว่ามันผิดนั่นแล

ใน ทำไม?คนไข้ไม่ฟ้องหมอ พูดถึงระบบจ่ายค่าชดเชยก่อนเลยส่วนหนึ่งเมื่อเกิดความเสียหายกับคนไข้ โดยไม่ต้องพิรี้พิไร เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับโรงพยาบาล ถึงหมอไม่ถูกแต่หมอก็ไม่ผิด  จนถึง อยากได้ค่าเสียหายก็หาตังไปจ้างทนายมาฟ้องเซ่!  ซึ๋งยิ่งคุยกันก็ยิ่งอยากตะบันหน้ากันเข้าไปทุกที เรื่องมดเรื่องหมอนี่มันพูดยากจะตาย ฟ้องมากๆหมอก็เลิกเป็นหมอ หันไปเป็นหมา ... เอ๊ย เป็นนักบริหารนักการเมืองอะไรไปซะหมด ทีนี้ไอ้พวกเราๆนี่แหละที่จะลำบากเวลาป่วย

คงต้องใช้มาช่วยกัน ทั้งคุณหมอทั้งหลายให้ปฏิบัติกับคนไข้ดีๆหน่อย พูดจากันให้รู้เรื่อง แนะนำคนไข้ให้ครบๆ อย่าแนะแต่ทางแพงสุดขีดกะฟันท่าเดียว ดูแลติดตามคนไข้ให้มันสมกับเป็นอีกชีวิตนึงที่ก็มีค่าเท่ากับหมอนั่นแหละ แล้วก็มีระบบจ่ายค่าชดเชยเลยส่วนหนึ่ง โดยไม่ต้องให้ทั้งหมอทั้งคนไข้หันหน้ามาฟาดฟันกันว่า ชั้นไม่ผิด แกแหละผิด ทั้งๆที่คนไข้และหมอ(ส่วนใหญ่)ก็(น่าจะ)จ๋อยอยู่แล้วเมื่อเกิดอะไรเสียหายอย่างที่ไม่น่าจะเกิด เรียกว่าเอาใจรักษาใจ เอาเงินรักษากาย (หวังว่า)อะไรๆมันก็น่าจะดีขึ้นนะ

โฆษณาให้ฟรีๆ หนังสือดีไม่มีราคา เข้าใจว่าขอได้ที่นี่

โครงการสนับสนุนการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข
    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    อาคาร จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ชั้น 27 เลขที่ 200 หมู่ 4 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ดจ.นนทบุรี 11120
    โทรศัพท์ 02-8314000 ต่อ 7455  โทรสาร 02-8314028

 

edit @ 12 Mar 2008 15:23:30 by ร้อยคำ

ยังคงเดินหน้าเลือกหนังสือที่คาอยู่บนหิ้งมาเปิดอ่านต่อไป .....

 

 澪つくし มิโอะ สุขุฉิ by James Miki

สองเล่มบิ๊ก ฉบับพิมพ์ครั้งแรกปี 1985

เรื่องนี้ทำเป็นละครญี่ปุ่นย้อนยุคสไตล์คล้ายๆโอชิน แล้วก็ดังมากเหมือนกัน มาฉายเมืองไทยด้วยนะ ปีไหนจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ชื่อไทยว่า คลื่นรัก ชื่อนี้รับได้มากๆแม้ว่าจะไม่ได้แปลตามชื่อญี่ปุ่นซะทีเดียว แต่กินความรวมทั้งเรื่องได้ดี

ริตสึโกะ (พี่สาวคนละแม่ของนางเอก) - คาโอรุ (นางเอก) - โซคิจิ (พระเอก)

จำได้ว่าสมัยนั้นนั่งดูนอนดูอย่างใจจดใจจ่อ พระเอกหล่อ นางเอกสวย เนื้อเรื่องก็ดี นางเอกเป็นลูกสาวโรงงานโชหยุต้นตำหรับ พระเอกเป็นเจ้าของเรือประมง ยุคนั้นญี่ปุ่นแต่ละอาชีพเขาเหยียดกันเองน่าดู ฝ่ายโชหยุถือเป็นพวกบนเนิน ฝ่ายประมงเป็นพวกริมหาด ต่างฝ่ายต่างก็ด่ากันว่าไร้วัฒนธรรม พอพระเอกสุดหล่อกับนางเอกสุดสวยเกิดปิ๊งกันในแรกพบ อะไรๆมันก็เลยวุ่นวายน่าดู

ประทับใจ (ในความหล่อของพระเอก) มาก จนเพียรพยายามไปหาหนังสือมาอ่านจนได้ (อิอิ)

อ่านไปอ่านมา ปรากฎว่าเรื่องราวมีรายละเอียดมากมายกว่าความรักกัดฟันรันทดของพระเอกนางเอกอีกเยอะแยะ นางเอกของเราเป็นคนที่หลงรักโชหยุจากหัวใจ ตอนที่นางเอกแอบเข้าไปในโรงบ่มโชหยุ แล้วได้ยินเสียงฟองอากาศแตกแป๊ะๆ อื้อฮือ ได้บรรยากาศความรักความตั้งใจในของที่ผลิตจริงๆเลย ส่วนพระเอกนอกจากจะเก่งหาปลา ยังเป็นหัวเรือใหญ่เรียกร้องความยุติธรรมจากนักการเมืองท้องถิ่น ที่อมเงินภาษีชาวบ้านไปถวายให้นักการเมืองระดับประเทศ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นเรื่องนักเลงหัวไม้บุกทำลายทรัพย์สินของคนอื่น แต่สุดท้ายไอ้คนโกงก็ต้องรับโทษไปตามระเบียบ

เคยสงสัยมานานแล้วว่าชื่อเรื่อง 澪つくし มิโอะ สุขุฉิ แปลว่าอะไร มีเฉลยอยู่ในหนังสือนี่เอง มันคือไม้หลักที่เอาไว้ปักบอกร่องน้ำตื้น คนเดินเรือจะได้ไม่พาเรือเข้าไปเกย รู้สึกพี่สาวนางเอกจะเป็นคนเปรียบผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ว่าเป็น  澪つくし เป็นหลักนำทางให้เธอเดินเรือชีวิตไปตามร่องน้ำให้ถูกต้องได้

อ่านแล้วได้กลิ่นคล้ายๆนิยายย้อนยุคของ ว.วินิจฉัยกุล แต่มีรายละเอียดเรื่องท้องถิ่นเข้มข้นกว่ามาก หนุกดี เป็นอีกเล่มหนึ่งที่อ่านจบแล้วไม่คิดยกไปร้านหนังสือเก่า

-----

ไปงานหนังสือ ยิ่งช้อปหนังสือส่วนตัวได้น้อยลงทุกที คราวนี้หยิบ ช่อการะเกด 42 มาเพียงเล่มเดียวเท่านั้น แต่บนหิ้งยังมีให้อ่านอีกเพียบ ยืดวันขี้เกียจทำงานออกไปได้อีกเยอะ ...

 

edit @ 23 Oct 2007 18:35:40 by ร้อยคำ