เมื่อต้นอาทิตย์ ไปเข้าร่วมรายการเปลือยชีวิตให้ช่วยกัน อ่าน ของวงสนทนานักวิชาการผู้หวังดีต่อมวลมนุษยชาติ ที่เรียกคนดังน้อยดังมากมาเปลือยกันในห้องสนทนาโต๊ะกลม แอร์เย็นฉ่ำ ให้มันสมองระดับหัวกะทิของชาติถอดรหัสตีความ นัยว่าประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยยกระดับการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของสังคม (ที่กำลังอดน้ำมันแต่อยากขี่เก๋ง ปากบ่นว่าไม่พอกินแต่ไม่เคยแห้งลิปสติก)
-----
ปลายอาทิตย์ก่อน อยู่ๆก็มีวารสาร อ่าน ฉบับปฐมฤกษ์ ที่บอกว่าส่งมาให้ทดลองฟรีสำหรับสมาชิกวารสารฟ้าเดียวกัน ทั้งที่เราไม่เคยเป็นสมาชิกมาก่อนไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหน ตกใจเล็กน้อยกับราคาข้างเล่ม 200 บาท แต่พอระลึกถึงราคาเฉียดสองร้อยของวารสารหนังสือใต้ดิน ที่อ่านได้อย่างติดพัน ก็เริ่มเข้าใจ (แม้จะยังคงคิดว่า ทำไมวารสารเพื่อนักอ่านพวกนี้ไม่คิดใช้กระดาษถูกๆให้ราคามันลงมาอยู่ในกำมือของนักอยากอ่านบ้างนะ)
ผ่าน เปิดเล่ม ของ ไอดา อรุณวงศ์ ด้วยใจระทึก มันจะมีจริงหรือ พื้นที่ของการวิจารณ์ที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ แต่สามัญพอที่จะไม่ต้องกีดกันคนส่วนใหญ่ออกไป ถ้ามีจริง คงเป็นสวรรค์ของคนชอบอ่านแต่ไม่ชอบหอบบันไดอย่างเรา
เปิดเข้าไปในเล่ม แล่นไปหา Buru Quartet ก่อนใคร ก็มันยังแค้นไม่หาย อะไรวะ แปลออกมาสามเล่มแล้วหายจ้อยเฉยเลย ฮ่วย! ไม่รับผิดชอบต่อคนอ่านเลยนี่หว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าด่าใคร บก. คนแปล หรือใครดี หวังว่าจะมีคนเขียนพาดพิงให้มากๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เราอุตส่าห์ด่าจะได้ลุกขึ้นมาทำให้มันเสร็จครบเซ็ตซะที บทวิจารณ์ใน อ่าน เขียนเพื่อคนยังไม่อ่านเลยลงไม่ลึกนัก แค่ยกประเด็นแล้วเล่าเนื้อหาในเรื่องด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ หยิบวรรคเตะหัวใจมาประกอบ พอดีอ่านไปแล้วเลยรู้สึกว่าไม่จุใจซักเท่าไหร่ ขณะที่ถ้าเป็นคนยังไม่อ่านก็ยังไม่ค่อยเร้าใจเท่าที่ควร ทั้งๆที่สำหรับนักอ่านเดินดินอย่างเรา จตุรภาคเกาะบูรูชุดนี้เป็นสุดยอดนิยายชีวิตผจญภัยของนายมิงเกแท้ๆ
ตรงกันข้ามกับบทวิจารณ์ ทุ่งมหาราช ที่วิเคราะห์อย่างละเอียดยิบ ซ้อนปากคำของนักวิจารณ์เข้าไปอีกรอบ จนคนยังไม่อ่านอย่างเราตื่นเต้นใคร่จะได้อ่านในเร็ววัน ด้วยความที่บทวิจารณ์ทำท่าจะลงลึกถึงกึ๋น ทำให้เราต้องรีบพลิกไปหาคอลัมน์อื่นกลั้วคอ ก่อนจะหมดความอยากหา ทุ่งมหาราช มา อ่าน ตามประสาเราเสียก่อน
ส่งเสด็จ และ นิทานอีสปฉบับไม่เพียงพอ เป็นส่วนที่ทำให้ อ่าน เข้ากับคนสามัญที่มีใจเดียวกับ ฟ้าเดียวกัน แต่ปีนบันไดวิชาการแล้วหอบแฮ่กๆไปไม่ถึงสวรรค์อย่างเราแฮปปี้ดี๊ด๊า ลุกขึ้นมากรอกใบสมัครสมาชิกอย่างไม่เสียดายตัง และตั้งหน้าตั้งตาเตรียมรองเท้าตีนตุ๊กแกเพื่อพยายามปีนบันไดที่มีให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่นักเขียนจะพาไปในส่วนอื่นๆของ อ่าน เล่มนี้และเล่มหน้า
ถึงจะยังอ่านไม่จบเล่ม (บ้า! เล่มละตั้งสองร้อย อ่านรวดเดียวจบก็ไม่คุ้มน่ะสิ) แต่ก็พอมองแนวออกบ้างแล้ว ถ้า อ่าน ยังคงอยู่ในแนวไม่ไกลไปจากนี้ ก็คงคบกันได้ยืดยาว ไม่เหมือนบางวารสาร–นิตยสาร ที่เราเป็นสมาชิกเพียงเพื่อดูแนวครบปีแล้วก็บอกลา
ขอส่งกำลังใจให้คนทำ ที่ ไม่ใช่นักวิชาการ แล้วมันยังเป็นผู้หญิง (!) ดีใจด้วยที่กำลังจะได้สมาชิกเพิ่มอีกคนแล้วนะ (แถมอุปถัมภ์ให้อีกหนึ่งห้องสมุด ใจป้ำชิบเป๋งเลยวุ้ย) อย่างน้อยก็อยากจะมีเวลาค่อยๆทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้
-----
ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ค่อนข้างหนาวสำหรับคนไม่ชิน คนถูกเรียกมาเปลือยชีวิตยังคงห่อตัวไว้อย่างมิดชิด ยื่นส่งต้นฉบับ หนังสือชีวิต อย่างกระมิดกระเมี้ยน หลังแอบจงใจฉีกออกไปอย่างแนบเนียนหลายหน้า ไม่ว่าคนรับจะเพียงพลิกๆดูแล้วโยนทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีหนังสือไว้ อ่าน มากเกินพอแล้ว หรือเล่มนี้ไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ หรือใครจะนั่งอมยิ้มรอ อ่าน ตอนต่อไป ก็ไม่มีผลอะไรต่อคนผลิตต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ เพราะมันไม่ได้มีไว้ขาย (!)
ขออภัยที่มิอาจเผยใจ เพราะเรามีเวลาให้กันน้อย และยังไม่ค่อยรู้จักกัน
edit @ 5 Jun 2008 17:37:48 by ร้อยคำ