เมื่อเช้าตื่นมาตั้งคำถามกับตัวเอง นี่เราไม่ได้ดูละครมานานเท่าไหร่แล้ว???
(เวลาผ่านไป 3 นาที ... ยังไม่สามารถหาคำตอบได้)
อ้อ! เมื่อเสาร์ที่แล้วดู บางรักซอยเก้า ไม่รู้ว่าจะนับเป็นละครได้หรือเปล่า ถ้าก่อนหน้านั้นก็ .....
หาคำตอบไม่เจอจริงๆแฮะ
สารภาพว่าทีวีบ้านเราไม่ค่อยได้ทำหน้าที่ของมันเท่าไหร่ ตั้งเอาไว้เป็นที่อยู่ให้น้องฝุ่นน่ะ
แล้วหนังโรงล่ะ? ดูเรื่องสุดท้ายเรื่องอะไรไม่ทราบ?
คำตอบแรกที่แว่บมาในสมอง ..... สุริโยทัย !
โห... ป้า ... เก่าซะไม่มี
ที่อยู่ๆลุกขึ้นมาถามตัวเอง ก็เพราะว่าวันนี้เราจะไปดูละครน่ะสิ!!
ใครจะไปคิดว่า คนไม่ดูหนังไม่ดูทีวีอย่างเราจะไปดูละครเวที ฟ้าจรดทราย แหม! ทันสมัยเจี๊ยบ!!
ถ้าเป็นคำชวนธรรมดา เราก็คงปฎิเสธไปแล้ว แต่นี่เป็นกิจกรรมครอบครัวส่งท้ายวันหยุดยาวของน้องสาวสุดที่รักเชียวหนา ถ้าไม่ไปมีหวังถูกรุมประชาทัณฑ์แหง
เริ่มโปรแกรมวันนี้ด้วยการไปกินสุกี้เอ็มเคที่เอสพะลานาด (เห็นเขียนไว้ที่ประตูบานนึง ตอนขับรถลงจากที่จอด เขาเขียนอย่างนี้จริงๆ) มันเป็นเอ็มเคโกลด์! ทำไมถึงโกลด์น่ะเหรอ? เอ็งมีเงินไม่พอ ต้องมีทองถึงจะกินได้ ชาเย็นเสริฟฟรีที่นี่ไม่มีย่ะ สั่งน้ำเปล่าจะได้น้ำขวดพร้อมแก้วน้ำแข็งเปล่า ขนมที่เอ็มเคปกติถ้วยละยี่สิบบาท ที่นี่สามสิบห้า ข้าวเนื้อตุ๋นฮ่องกงเอ็มเคปกติขาย 35 หรือ 40 จำไม่ได้ แต่ที่นี่เค้าขาย 70 โว้ย! แล้วมันต่างกันที่ตรงไหน? จะบอกให้ว่าไอ้กระดาษรองถ้วยที่มีเรื่องราวหนุกๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆน่ะ ที่นี่เขาใช้ผ้ามันๆแววๆมารองแทน ถ้วยก็ไม่ใช่พลาสติกนา เป็นถ้วยเซรามิกหนักอึ้ง แสดงความมีเงิน (ทำแตกต้องจ่าย) เก้าอี้ก็ประมาณว่าดูหรูพิเศษ แต่ละโต๊ะมีฉากกั้นทำให้ดูเป็นส่วนตัว แต่... ไอ้ฉากนี้ทำให้พนักงานที่ยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมองทะลุไปเห็นลูกค้าที่นั่งยกมือเรียกจนจั๊กกะแร้แห้ง พนักงานก็มีจำนวนน้อยเรียกทีก็เจอแต่คำว่า "กรุณารอซักครู่นะคะ" เปิดซ้ำเหมือนเทป "โปรดฟังอีกครั้ง" ที่เคยฮิตเมื่อปลายปีที่แล้ว
หลังเช็คบิลโดยไม่วางทิปแม้แต่บาทเดียว เราก็ขึ้นไปชั้นสี่ไปทำธุระจริงๆของวันนี้ซะที

ธุระนี้อยู่ๆก็ล่องลอยมาจากท่านบิดาที่ไปได้ตั๋วฟรีมาตั้งแปดใบ เป็น BOX ของธนาคารที่เพิ่งครบรอบร้อยปีไปหยกๆ ไม่รู้ว่าคนที่เค้าไปดูน่ะตั้งใจไปดูอะไรกันมั่ง บางคนคงเป็นแฟนละครเวทีพันธุ์แท้ แต่บางคนอาจจะแค่ไปกรี๊ดพี่มอส นัทมีเรีย พี่วิทย์ AF1 หรือญาญ่าหญิง แต่รุ่นเราถ้าจะกรี๊ดก็คงกรี๊ดพี่ตั้วศรัณยู (เอ่อ ... รู้หมดว่ารุ่นไหน) หรืออาจมีใครตั้งใจไปชิมโรงละครใหม่เอี่ยมอ่องของคุณบอยถกลเกียรติบ้างก็เป็นได้
บ่ายโมงครึ่งเค้าก็เปิดให้เข้าไปรอข้างในโรงละครรัชดาลัย เด็ก(และแก่)เส้นเลี้ยวซ้ายก่อนใครอื่นเข้า BOX ธนาคาร มีทีมงานรออยู่เป็นช่วงๆทางเดินยังกะเขาวงกต ขึ้นบันไดมีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเต็มไปหมด ตรงไปเรื่อยๆก็ปะทะกับประตูห้องพักผ่อน คนนำทางเปิดให้ดูแล้วก็รีบเปิดประตูทางขวาให้ด้วยเวลาดูละครก็มาดูตรงนี้นะคะ ไอ้เราก็พาซื่อ เข้าไปนั่งกันทันที เจอวิทย์AF1กำลังซ้อมอยู่บนเวที เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไอ้บัตรเบ่งนี่ดีแท้ ได้ดูเบื้องหลังด้วยแฮะ มองไปทางที่นั่งคนดู ยังไม่เห็นมีใครได้โผล่หน้ามาอย่างเราซักกะคน นั่งเหลียวหน้าเหลียวหลังดูโน่นดูนี่อยู่ได้ซักสองสามนาที ก็มีทีมงานอีกคนโผล่เข้ามาเชิญไปห้องพักผ่อนก่อน ตอนนี้เขาจะเทสต์เสียงกันนะครับ ... อ้อ! ที่จริงเค้ายังไม่ให้ดูนี่เอง ...
พอบ่ายสองโมงเค้าก็เปิดให้เข้าไปนั่งได้ ที่นั่ง BOXนี่ว่าไปแล้วมีดีก็ตรงที่เราสามารถบิดซ้ายบิดขวาหัวร่อต่อกระซิกกันในหมู่ญาติมิตรได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร แล้วก็ที่คนแก่ดีใจที่สุดก็คือ สามารถลุกไปปลดทุกข์ในห้องน้ำที่ห้องพักผ่อนได้ง่ายๆ ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องต่อคิวรอใครให้กลัวราด
โอ๊ะ โอ ... กว่าละครจะเริ่มก็ชักเมื่อยก้นซะแล้ว ไฟดับปั๊บเสียงดนตรีก็เริ่มกระหึ่ม กระแทกเข้าไปในสองหู ละครเริ่มอย่างปุบปับฉับพลัน นัทมาด้วยเสียงต่ำเพื่อประสานกับเสียงสูงพลังสะใจของญาญ่าหญิง แต่ยังไงเสียงคนก็ยังสู้เสียงดนตรีไม่ได้อยู่ดี ไม่รู้เราอยู่ในมุมเบี่ยงเบนสูงด้วยหรือเปล่า เสียงมอสก็ผลุบๆโผล่ๆ ยังดีที่ดนตรีออกจะกรุณาเบาให้มอสส่งเสียงหวานๆมาจับใจคนดูอยู่บ่อยๆ น่าเสียดายที่เสียงวิทย์ถูกกลืนหายไปซะมาก ส่วนพี่ตั้วนี่เสียงแหบแห้งไปเยอะเลย โธ่! ออกมายืนเฉยๆก็เท่แล้วพี่! ไม่ต้องร้องมากก็ได้ ... หนังสือพิมพ์เมื่อเช้าโปรยเรื่องนัทกะมอสดูดปากกันจ๊วบๆในละคร โห...ย เว่อร์สิ้นดี ไปดูเองดิ เค้าเอาตัวบังกันสุดฤทธิ์ จุ๊บยังไม่โดนเล้ย! แหม! แต่ว่านัทกะมอสนี่ร้องกันสุดใจขาดดิ้นจริงๆว่ะ ขอคารวะหลายๆจอก
สามชั่วโมงกับละครเวทีไทยเรื่องแรกที่เคยดู ถามว่ารู้สึกยังไง ความรู้สึกแรกก็คือ เห็นความพยายามของทุกคนมากๆๆๆๆๆ ยิ่งรู้ว่ารอบที่เราไปดูวันนี้มีอุบัติเหตุผิดคิว มอสเจอเย็บหัวไปสี่สิบเข็มยิ่งขอคารวะเพิ่มอีกสี่สิบจอก เรื่องฉากเวทีทำได้น่าประทับใจดี แต่อาจจะต้องมองให้มากมุมกว่านี้ คนใน BOX ได้เห็นมุมแปลกๆที่ดูเหมือนซ่อนไม่สนิทอยู่หลายมุม อย่างเช่นตอนที่นัทเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอยู่ในฉากพระราชวัง มองจากที่นั่งหน้าตรงคงไม่เห็น แต่ใน BOX เห็นนัทสลัดเสื้อผ้ากันจะๆเลยแหละ
บทและการแสดง อืม ... เราว่ามันไทยๆมากเลยนะ โจ่งแจ้งมากๆ แบบว่า รักเท่าไหร่ก็พูดออกมาหมด เสียใจก็พรรณนาซะคนร้องขยับปากแทบไม่ทัน ต้องรวบๆคำให้ไปเร็วๆ ช่วงหลังพอนักแสดงเหนื่อยก็ยิ่งฟังยากเข้าไปใหญ่ เราว่าความรู้สึกหลายๆอย่างใช้ความเงียบแสดงก็ได้นะ จะรักจะเศร้าก็มีท่าทางให้แสดงได้ตั้งเยอะ แต่ก็อย่างว่า ตามตำราละครเวทีอาจไม่มีที่ว่างให้ความเงียบก็เป็นได้
เรื่องที่เราออกจะกลุ้มที่สุด คือเรื่องเสียง ไม่รู้ว่าที่ตรง BOX อยู่ติดลำโพง หรือระบบเสียงเป็นอย่างนี้เอง หรือว่าความนิยมเรื่องเสียงในเมืองไทยเป็นอย่างนี้เองหรือยังไงกันแน่ แต่เรากับน้องสาวสุดสวยเดินปวดหัวออกมาจากโรงละครเลยแหละ จะว่าเรื่องนี้มีบทรบกันมากก็จริงอยู่ แต่การรบมันก็ไม่เห็นต้องโหมเสียงดนตรีให้ดังสนั่นลั่นแก้วหูขนาดนี้ หลายฉากมากที่เรารู้สึกว่าดนตรีกับคนร้องแย่งกันเด่น ยิ่งฉากที่ตัวละครร้องพร้อมๆกัน (มีฉากที่พี่ตั้ว มอส นัท ร้องพร้อมกันแต่เนื้อร้องต่างกันอยู่สองสามแห่ง) ในช่วงท้ายเรื่อง สงสารคนร้องเป็นที่สุด ดนตรียิ่งไปตอกย้ำว่านักแสดงฝีมือการร้องยังไม่ถึงขั้น ประมาณว่า ไม่ช่วยแถมยังเหยียบซ้ำ เราก็ไม่รู้นะว่าที่นั่งตรงอื่นได้ยินเสียงกันขนาดไหน แต่โรงละครทันสมัยเจี๊ยบอย่างนี้ เสียงน่าจะได้ยินดีเท่าเทียมกันพอสมควร ถ้าลดเสียงดนตรีลง คอยช่วยชูเสียงคนร้องที่มีอารมณ์ดีอยู่แล้วให้จี๊ดได้กว่านี้ เราว่าคนดูน่าจะอินและกรี๊ดกับความซึ้งของการแสดงได้มากกว่านี้
ชอบไม่ชอบยังไงก็เขียนได้ตั้งยาวล่ะวะ
แต่ให้ไปดูอีกไม่เอาแล้ว ... เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า!