2011/Oct/02

 
มาแล้วจ้า ...ปฏิบัติการข้าวนอกนา ปี2 (หุหุ) ...
ปีนี้นักเรียนขยันขันแข็ง ปลูกถั่วบำรุงดินไว้ตั้งแต่ช่วงแล้ง
ลงมือพรวนดินเตรียมกระถางตั้งแต่เดือนมิถุนา
กะว่าจะทำนาหว่านดีกว่า (ความขี้เกียจเข้าสิง)
ผู้มีประสบการณ์บอกว่าหว่านห่างๆหน่อยก็จะดีนะ ข้าวจะได้แตกดี
 
ปีนี้พันธุ์ข้าวอภินันทนาการจากสาวหนองบัวลำภู
 
ต้นเดือนกรกฎาแช่ข้าว 1 กำมือในน้ำ 1 คืน
หมักในผ้าขนหนูเก่าๆอีก 2 คืน แล้วหว่านในกระถางน้ำขังขลุกขลิก
สองสามวันผ่านไป รากเริ่มงอกยาว ต้นเริ่มแทงออกมาสีเขียวอ่อนๆ(เย้ๆๆ)
ห้าหกวันผ่านไป  เอ๊ะ! ทำไมต้นมันขาดออกจากเม็ดข้าวแทบจะหมด?
 
ให้งุนงงสงสัย แต่ไม่เป็นไร แช่ใหม่ก็ได้ (สาวหนองบัวใจดีให้มาเป็นกิโล)
ทำวิธีเดิม หว่านเหมือนเดิม ทดลองหลายกระถาง บางกระถางน้ำขัง
บางกระถางไม่ขัง รดน้ำวันละ 2 หน
อาทิตย์นึงผ่านไป ... ไหงเป็นเหมือนเดิม???
 
แล้ววันนึงก็ได้คำตอบ เมื่อเห็นนกเขาตัวเล็กแวะเวียนมาก้มๆเงยๆแถวกระถาง!!
อ๊าาาากกก !!!  นกนี่เอง ร้ายจริงๆ ไม่รู้เหรอว่ารออีกหน่อยจะมีข้าวเป็นรวงๆให้กินเลยนา...
แน่นอนว่านกไม่เข้าใจ ยังจิกเม็ดข้าวไปกินอยู่เรื่อย ... เฮ้อ!!
 
พูดจากันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาวิธีใหม่
 
เอาล่ะขั้นตอนใหม่ ประยุกต์สู้นก
 
1. แช่ข้าวใหม่ หมักข้าวใหม่ ทีนี้หมักแค่คืนเดียว
 
 
หมักพอให้มีตุ่มรากงอก
 
 
2. เอาเมล็ดข้าวที่งอกจิ้มลงไปในกระถางเล็กๆ วางไว้ติดตัวบ้าน รดน้ำเช้าเย็นให้ชุ่ม
 
 
หลังจิ้มในกระถาง 5 วัน
 
 
ดูดีๆจะเห็นมีต้นขาวจั๊วะอยู่หนึ่งต้น แต่อยู่ไม่นานก็ตายไป
 
3. หลังจิ้มข้าวไป 20 วันก็ทำพิธีดำนา
 
 
ต้นกล้าอายุ 20 วัน
 
 
ดำนาแบบใช้กล้าต้นเดียว ระยะห่างประมาณ 20 ซม.
ช่วงแรกท่านว่าอย่าให้น้ำขังสูงนัก แค่ขลุกขลิกพอ
และอย่าดำลึกมาก ข้าวจะแตกกอลำบาก
 
 
สี่ต้นนี้เหลือรอดปากนกมาได้จากตอนหว่านครั้งที่สอง
(แก่กว่ารุ่นใหม่ประมาณ 10 วัน)
 
 
หลังปักดำ 20 วัน (กระถางมีน้ำขังปกติ)
 
 
 หลังปักดำ 20 วันเหมือนกัน กระถางนี้อุดรูไม่ดี น้ำไม่ขัง
ลองเอียงกระถางอุดรูใหม่หนาๆ ปรากฏว่าไส้เดือนลอยขึ้นมาตรึม!
(ต้องเขี่ยออกไม่งั้นมันตายแน่)
 
 
หลังปักดำ 40 วัน
 
 
เริ่มแตกกอแล้ว !!
 
 
อ๊ะ ! มีแขกมาเยี่ยม
 
 
ดูหน้ากันชัดๆ
 
 
อร่อยจริงนะเธอ !  (กินไม่มากนักเลยหยวนๆ)
 
 
เจ้าตัวนี้ซุ่มเงียบ
 
 
เพิ่งขึ้นจากน้ำนะเนี่ย มือยังใสอยู่เลย
 
 
เจ้าตัวนี้ไม่รู้จักชื่อแฮะ 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป (つづく。。。)
 

2011/Sep/10

 

แนวคิดทั้งหลายต่างมีรูปร่าง มีสีสัน มีเต็มมีแหว่ง

(นิยาย ดักแด้อากาศ - 1Q84)

----- 

 

ในชั่วโมงเรียนเคมีชั้น ม. 5 (เอ๊ะ หรือ ม.4 หว่า?)

“นักเรียน จำได้มั้ยว่า เวลาสาร xxx ทำปฏิกิริยากับสาร yyy จะออกมาเป็นสีอะไร ....  ไหน เธอว่าสีอะไรนะ ... ช่าย ช่ายเลย ... สี เหียว  ไหน เธอน่ะ คนสวย  สี เหียว ใช่มั้ยจ๊ะ” 

 “ส่วนสาร zzz ที่เกิดจาก aaa ทำ(ปฏิกิริยา)กับ bbb ก็เกิดสี ... ใช่แล้ว ... แดง อม ม่วง ... ห้ามจำผิดนะ ไม่ใช่ ม่วง อม แดง เวลาใครทำกับใครแล้วใครอมใครนี่สำคัญมาก ไม่เหมือนกัน เธอจะให้ใครอมใคร ตอบมาซิ”

วิชาเคมี ได้เกรด 4 กันสบายๆ  ต้องขอบพระคุณปรมาจารย์สุดเสียว ที่อธิบายสีของสารให้นักเรียนนั่งหัวเราะคิกคัก บางคนหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก แต่ก็จำได้แม่นยำว่า เวลาใครทำ(ปฏิกิริยา)กับใคร ใครอมใคร

 -----

 

ในชั่วโมงทำงานแปลนิยาย สีเขียวสด สีฟ้าใส สีชมพูจางซีด  สีน้ำเงินเข้มลึก สีแดงอมม่วง ... คำวิเศษณ์ขยายสีมีเท่าไหร่ถูกงัดมาใช้หมดโกดัง  งานของนักเขียนมือฉมังจะออกมาแบนๆไม่ได้ ต้องมีมิติ มีสีสัน มีชีวิตชีวา ...

 

灰色の迷宮

เขาวงกตสีขี้เถ้า

 

นักแปลชูกำปั้นอย่างมั่นใจและสะใจ นานๆทีจะมีสีที่อธิบายตัวมันเองทั้งในภาษาญี่ปุ่นและไทย จากที่มาเดียวกัน ให้สีเหมือนกันได้ขนาดนี้

 

สีที่นิยามตัวเองได้ลงล็อคพอดีทั้งของไทย-ญี่ปุ่น แปลตรงตามตัวอักษรได้ (เท่าที่นึกออก)

空色
そらいろ
สีฟ้า
#a0d8ef
藍色
あいいろ
สีคราม
#165e83
肌色
はだいろ
สีเนื้อ
#fce2c4
灰色
はいいろ
สีขี้เถ้า
#7d7d7d

 

 

 สี(ชื่อ)ญี่ปุ่น ที่แปลให้คนไทยอ่านรู้เรื่อง แต่ของไทยไม่ใช้เป็นนิยามสี

桜色
さくらいろ
สีซากุระ
#fef4f4
鉄色
てついろ
สีเหล็ก
#005243
小豆色
あずきいろ
สีถั่วแดงเล็ก
#96514d
烏羽色
からすはいろ
สีปีก(อี)กา
#180614
曙色
あけぼのいろ
สีรุ่งอรุณ
#f19072
若竹色
わかたけいろ
สีไผ่อ่อน
#68be8
狐色
きつねいろ
สีหมาจิ้งจอก
#c38743

すみ
ถ่าน
#595857
柿色
かきいろ
สีลูกพลับ
#ed6d3d
松葉色
まつばいろ
สีใบสน
#839b5c
土色
つちいろ
สีดิน
#bc763c
鼠色
ねずみいろ
สีหนู ถ้าเป็นแฟนหนังสือฮารุกิ มุราคามิ ต้องเรียก สีมุสิก (อิอิ)
#949495
水色
みすいろ
สีน้ำ
#bce2e8
抹茶色
まっちゃいろ
สีชาเขียว
#c5c56a
栗色
くりいろ
สีเกาลัด
#762f07
砂色
すないろ
สีทราย
#dcd3b2

 

     

สี(ชื่อ)ไทยอื่นๆ ที่นิยามจากธรรมชาติ (เท่าที่นึกออก)

   

สีครั่ง

 

http://www.bansuanporpeang.com

 

สีดอกเลา

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bigleely&month=04-2010&date=27&group=5&gblog=2

 

สี(แดง)เลือดนก

http://www.koratthaisilk.com 

  

สี(แดง)เลือดหมู

http://www.showded.com/myprofile/mainblog.php?user=pimaksorn&jnId=66286

   

สีดอกตะแบก

http://www.photogangs.com/webboard/index.php?showtopic=4674

  

สีบานเย็น

http://www.gotoknow.org/journals/entries/35407

  

สี(เขียว)ขี้ม้า

http://proudtobe.diaryis.com/2008/07/16

  

สีดอกหมาก

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=lawoebangkaew&id=325

  

สีดอกบวบ

http://www.livekalasin.com/webboard/viewthread.php?tid=489

   

สีอำพัน

http://weena-moonstone.blogspot.com/2010/09/blog-post_3700.html

(รูปประกอบยืมเค้ามาทั้งนั้น)

-----

   

 

ได้ข่าวว่าการนิยามสี(ชื่อ)ไทยในระบบสีคอมพิวเตอร์กำลังพยายามทำอยู่

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=587&contentID=162195

 

ระหว่างนี้ดูสี(ชื่อ)ญี่ปุ่นที่เขานิยามแล้ว เป็น “สีของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” เต็มๆ 465 สีได้ที่นี่ 

http://www.colordic.org/w/

เว็บนี้มีสีให้เลือกดูหลายแนว ลองกดลิงค์บรรทัดเหนือแถบสี มี สีที่นิยามชื่อแล้วสำหรับเว็บ สีของวัฒนธรรมญี่ปุ่น สีของวัฒนธรรมฝรั่ง 216สีที่ใช้ได้บนเว็บ สีพาสเทล สีสดใส ฯลฯ

-----

 

สนุกสนานกับการเล่นชื่อสีอยู่ดีๆ  เขาวงกตสีขี้เถ้า  ถูกตีกลับมากลายเป็น สีเทา !

ช็อค!! ทำมั้ย... ทำไม สีขี้เถ้า ผิดตรงไหน?  อุตส่าห์รักธรรมชาติ รักที่มาของคำ อนุรักษ์ภาษา ใส่ชีวิตชีวาลงไปในสี และอื่นๆอีกมากมายหลายเหตุผล ...

     

    

“เฮ้ย! เพื่อนนักแปล แกว่า  สีขี้เถ้า กับ สีเทา  อย่างไหนดีกว่ากันฟะ”

“อืม สีเทา ว่ะ ฉันไม่รู้ว่า สีขี้เถ้า เป็นคำที่ปกติใช้กันทั่วไปในภาษาไทยหรือเปล่า ”

“เฮ้ย! ฉันอุตส่าห์ใช้ชื่อสีให้มันมีที่มาจากธรรมชาติ นานๆจะมีให้ใช้ซักคำนะแก ของญี่ปุ่นมีเพียบ ของไทยหามาเทียบยากจะตาย”

“เออ ก็ดีว่ะ ฉันเองพอได้อ่านเจอคำนี้ก็ดีใจที่ได้รู้จัก คำใหม่ เป็นความงามของภาษา ถ้าไม่มีใครถ่ายทอดหลายคำคงถูกลืม”

     

ยิ่งกว่าช็อค ...

... นักแปลอายุเท่ากัน ยังเห็น สีขี้เถ้า เป็นคำใหม่

   

 

เทา  ว. สีหม่น ๆ อย่างสีขี้เถ้า เรียกว่า สีเทาเทา 

  (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)

       

เข้าใจแล้ว ว่าทำไม บก. ถึงเปลี่ยน สีขี้เถ้า เป็น สีเทา

สีขี้เถ้า ใกล้จะกลายเป็นคำเก่าของคนแก่ หรือกลายเป็นคำใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่ยังพอรู้จักขี้เถ้าอยู่บ้าง

แต่ถ้าเป็นนักอ่านน้อยที่ไม่เคยเห็น ขี้เถ้า ล่ะ ...

    

ขี้เถ้าใกล้ตัวที่สุด มาจากเตาถ่าน

http://www.vigothailand.com/board/index.php?topic=274.150

   

ทำอาหารเสร็จ ถ่านก็แปรสภาพเป็นขี้เถ้า

  

http://www.ist.cmu.ac.th/cotton/naturalColor_Assistance.php?subnav=3

     

เฮ้อ ...เศร้า ... จบรายการ แปลไปบ่นไป เพียงเท่านี้ ...

edit @ 10 Sep 2011 12:45:03 by ร้อยคำ

2011/Aug/23

 
県庁の星
(THE STAR OF PREFECTURAL GOVERNMENT)
แปลเอาเองว่า : ยอดมนุษย์ อบจ.
 

     การบ้านเล่มนี้รับมาด้วยความเกรงใจในขณะที่สารพัดงานยังพันพัว บอกตัวเองว่าหาข้อมูลไว้ก่อนค่อยมาอ่านแล้วกัน เรื่องข้อมูลถามหาตา(กู)เกิ้นเช่นเคย แล้วก็ต้อง(ทำ)ตาโต ... โอ้โห... นี่หรือคือหนังสือรางวัล “Honya Taisho หนังสือที่ร้านหนังสือแนะนำ” ปี 2006 ที่เฉือน Southbound ยอดดวงใจของเรา เอาอันดับหนึ่งไปครองหน้าตาเฉย ... เอาละวา ... ท่าจะต้องตั้งอกตั้งใจอ่านให้จริงจังซักกะหน่อย นั่นก็หมายความว่า ... ใช่แล้ว ... ต้องรอเวลาที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงซะก่อน เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวนะ รออีกนิด ...

     ระหว่างรับงานแปลชิ้นยักษ์ ที่ความยักษ์ของนักเขียนกลายเป็นแรงกดดันขนาดหลายร้อยตันบนบ่า (แม้จะแบ่งกันช่วยแบกหลายคนก็เถอะ) เลยต้องหันมาหาความเครียดอื่นเข้าไปช่วยคลาย ( ความเจ็บปวดจะเบาบางและลบเลือนไปได้ด้วยความเจ็บปวดอื่น ความรู้สึกเป็นแค่การเปรียบเทียบเท่านั้น  ทะมตสึ ฟุกาดะ – 1Q84) ชั้นหนังสือเต็มเอี้ยดไปด้วยหนังสือรออ่าน เอาวะ ลอง ยอดมนุษย์ อบจ. ดูซิ ด้วยดีกรีอันดับหนึ่งรางวัลร้านหนังสือแนะนำ เหนือกว่าหนังสือยอดดวงใจเล่มนั้น คงช่วยให้ออกจากโหมด ไม่รักแต่นับถือ ได้มั่ง

     ใน ยอดมนุษย์ อบจ.  พระเอกของเราเป็นเจ้าหน้าที่ อบจ.สายบริหารในจังหวัดนึง ในญี่ปุ่นเค้ากระจายอำนาจกันได้จริงจัง การเข้าทำงานบริหารในส่วนจังหวัดได้นี่ถือว่าเป็นยอดมนุษย์ อนาคตไกล น่าภูมิใจสุดๆ หนุ่มอายุ 31 ที่กำลังเตรียมตัวก้าวไปตามขั้นบันไดสายบริหาร เลยถึงกับช็อคที่ต้องไป “ฝึกงาน” ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆในเมืองเงียบๆโทรมๆ

     ส่วนนางเอก ... จะเรียกว่านางเอกได้รึเปล่าเนี่ย เป็นสาวใหญ่วัย 45 ที่อยู่กับลูกชายอายุ 19  ทำงานเป็นลูกจ้างไม่ประจำในซูเปอร์ มั่นใจในประสบการณ์เหนือกว่าใครๆในที่ทำงานทั้งหมด แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิง ก็เลยไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำซักที กับลูกชายวัยรุ่นต่างฝ่ายต่างก็ไม่เข้าใจกัน

     นักบริหารหนุ่มต้องมาเจอกับสภาพไร้ระเบียบของสังคมพื้นบ้าน ผู้คนขี้เกียจ ไร้ประสิทธิภาพ นอกจากไม่เกรงใจความเป็นยอดมนุษย์ของนักบริหาร ยังทำท่ายี้ใส่แถมตั้งชื่อเล่นให้ซะแสบสันต์ว่า ท่าน อบจ. กฎระเบียบกับความรู้ความมั่นใจสายปฏิบัติกำลังจะชนกันตูมใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้น ...

     แล้วท่าน อบจ. ก็ได้คุมส่วนหนึ่งของซูเปอร์ แถมยังเป็นแผนกอาหารที่เป็นหน้าเป็นตา พอขายพอได้กำไรอยู่บ้าง เกิดปิ๊งแบ่งพนักงานเป็นสองทีม แข่งกันทำข้าวกล่องเบ็นโตะขาย ดูซิว่าทีมไหนจะไอเดียกระฉูดขายกระฉูดกว่ากัน สายปฏิบัติเริ่มเรียนรู้และเข้าใจกฎระเบียบ สายบริหารเริ่มเห็นความสำคัญของการลงมือทำและการสร้างความสัมพันธ์ดีๆที่ไม่ต้องเป็นทางการ

     สุดท้าย พนักงานในซูเปอร์กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง พระเอกของเราก็เข้าใจความเป็นมนุษย์ธรรมดาและความรู้แบบฝังลึกจากประสบการณ์ แล้วทุกคนก็เข้าใจซึ่งกันและกัน กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีความสุข ...

     อ่านจบแล้วในใจพูดต่อไป ... เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... เราต้องรู้จักเปิดหูเปิดตาเรียนรู้ อย่าคิดว่าการเป็นคนเก่งจะถูกเสมอไป อย่าคิดว่ากฎระเบียบแบบหนึ่งจะถูกต้องและใช้ได้เสมอไป…

 

                จบแล้ว ให้สองดาวครึ่ง ผ่านคาบเส้น

                อ้าว... ไหงงั้นล่ะ ... เนื้อเรื่องก็ออกดี มีคติสอนใจนี่นา ...

                คำตอบ  -> นี่มันนิยายเฟ้ย! ไม่ใช่นิทานอีสป!

               

     เฮ้อ! ... เศร้า! ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้จะได้อันดับหนึ่งรางวัลร้านหนังสือแนะนำ คือก็เข้าใจนะว่าเป็นหนังสือดีมีประโยชน์ สอนใจ สมควรให้พวกสายบริหารที่นั่งโต๊ะร่างระเบียบสารพัดอ่านกัน เอาไปเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาวิชารัฐศาสตร์ก็คงได้ แต่ก็สงสัยว่าอ่านแล้วจะอินกันแค่ไหน เพราะในฐานะหนังสืออ่านเพื่อความบันเทิง หรืออ่านเพื่อกระตุ้นจิตสำนึก มันช่างอ่อนยวบไร้พลัง พล็อตเรื่องเรื่อยๆเฉื่อยๆ อ่านบทสนทนาของคนโน้นคนนี้แล้วก็เข้าใจว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไร แต่ก็ไม่ได้ประทับใจตรงไหน ไม่มีแอบหัวเราะหึๆ ปล่อยก๊าก ซึมลึก ทุบโต๊ะ หรืออะไรทั้งสิ้น ไม่มีคำบรรยายแอบแฝงที่คนอ่านแอบเติมเองในใจ เพียงแต่รู้ว่าเรื่องเดินไปยังไง พระเอกมีนิสัยเสียก็ได้เปลี่ยนนิสัย ไม่มีหักมุมให้ อ้าว! เอ๊ะ! เฮ้ย!  อ่านๆไปมีใครมาเรียกก็คั่นหน้าไว้แล้วลุกได้ทันที คั่นทิ้งไว้ลืมไปอาทิตย์นึงค่อยมาอ่านต่อก็ได้ ไม่กระเหี้ยนกระหือที่จะพลิกหน้าหนังสือ และที่สำคัญที่สุด ไม่มีอาการอ่านไปแล้วต้องปิดหนังสือ หลับตา ในใจมีภาพในเนื้อเรื่องหลอกหลอนให้คิดอะไรต่ออีกมากมาย  

                นั่นแปลว่าหนังสือเล่มนี้ไม่โดนใจเรา

      เฮ้อ จะเรียกว่าหนีเสือปะจระเข้ หรือหนีลูกเสือมาเจอพ่อเสือ หนีจากหนังสือ ไม่รักแต่นับถือ มาเจอ รู้ว่าตั้งใจดี แต่ไม่รัก ไม่นับถือ เข้าเสียแล้ว ...

                ขออภัย เรื่องนี้ตั้งทิ้งไว้นานก็ไม่คิดอ่านซ้ำ

     เขียนไปลองค้นข้อมูลอีกเล็กน้อย เพราะคนให้ยืมบอกว่าเคยอ่านเป็นการ์ตูนแล้วชอบมาก ลองเปิดดูเวอร์ชั่นการ์ตูนก็พอเข้าใจนะ เรื่องเรียบๆแบบนี้ทำเป็นการ์ตูนคงได้อารมณ์มากขึ้น อ้อ! มีทำเป็นหนังด้วย กลายเป็น ซูเปอร์มาร์เก็ต โปรเจกต์รัก ไปซะงั้น นางเอกจากสาวใหญ่ลูกเป็นหนุ่มก็กลายเป็นสาวน้อยวัยกระเตาะไปได้ เข้าใจ เข้าใจ มีนางเอกที่ปิ๊งกับพระเอกได้มันต้องดีกว่าอยู่แล้ว

     ท้ายที่สุด ขอย้ำว่า นี่คือหนังสือที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย อ่านแล้วคงเป็นประโยชน์โดยเฉพาะกับคน(ที่คิดว่าตัวเอง)เก่งทั้งหลาย เพียงแต่ไม่เป็นหนังสือที่รักของเราเท่านั้นเอง ...


2011/May/02

"การหลอกลวงเกิดขึ้นซ้ำซากในทุกแห่งหนทั่วโลกมาตั้งแต่อดีตกาลอันไกลโพ้น วิธีการไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เหมือนๆกัน ถึงอย่างนั้น การหลอกลวงที่น่าละอายเหล่านั้นก็ไม่เคยลดน้อยลง ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้เชื่อความเป็นจริง แต่เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่อยากให้เป็นจริง"
 
(คำพูดของ ชิสึเอะ โอะงาตะ    1Q84 ฮารุกิ มุราคามิ  )

2011/Apr/29

 

ชื่นชมกับความร่มรื่นของสิงคโปร์มาครบอาทิตย์ ก็ได้ฤกษ์ไปช้อปปิ้งแบบส่วนตั๊วส่วนตัว

 

ตึกไปรษณีย์กลางสิงคโปร์ หน้าสถานี Paya Lebar

จุดมุ่งหมายสำคัญคือ ...

 

Know 10 Trees ออกวางจำหน่ายเมื่อ 26 พ.ค. 2010

โอ้ว... เป็นแสตมป์ที่น่ารักน่าสะสมที่สุด เพราะทุกดวงเป็นราคาต่ำสุดที่ส่งในประเทศ (26 เซนต์ = ประมาณ 7 บาท) ชุดตั้งสิบดวง แนะนำให้ใครๆรู้จักต้นไม้ใหญ่สิบชนิดที่พบทั่วไปตามท้องถนน

  

มาดูกันว่าสิงคโปร์ปลูกต้นอะไรริมถนนกันบ้าง (จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง)

   

Rain tree จามจุรี

Saga มะกล่ำต้น

Sea Apple ต้นอะไรไม่รู้จัก (ใครรู้ช่วยบอกเป็นทานด้วยเด้อ...)

Senegal Mahogany มะฮอกกานีเซเนกัล

Broad-leafed Mahogany มะฮอกกานีใบใหญ่

Trumpet Tree ชมพูพันทิพย์

Angsana ประดู่

Sea Almond หูกวาง

Yellow flame นนทรี

Tembusu กันเกรา

 

เฮ้อ ... อย่างเศร้า ... ต้นไม้ของเขามันก็ไม้พื้นเมืองของเราเหมือนกันแทบทั้งนั้น ทำไมเขาปลูกได้รักษาได้ ของเรามีแต่ตัดทิ้งกันโครมๆ

   

                ต้นไม้ใหญ่นอกจากอยู่บนแสตมป์ ยังมีอยู่หลังแบงค์ 5 บาท เอ๊ย 5 ดอลล่าร์สิงคโปร์ ด้วยนะ

 

                สิงคโปร์มีพื้นที่ 710 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าจังหวัดนนทบุรีของเรานิดเดียว มีพลเมืองห้าล้านคน ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้สองล้านต้น เห็นอยู่ริมถนนทั่วไปตั้งแต่ออกจากสนามบิน แม้แต่ถนนช้อปปิ้งสุดฮิตก็ยังร่มครึ้ม

 

ถนนหกเลนระหว่างมุ่งหน้าไปสนามบิน

 

Orchard Street สวรรค์ของนักช้อป เงยหน้ามองจากในแท็กซี่

 

ยืนรอไฟแดงตอนกลางวัน ได้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ไม่ต้องตากแดดหัวแดง แถวๆสถานี Paya Lebar

 

กรุงเทพมหานครจ๋า... อยากเป็นเมืองสวรรค์ทั้งที ขอเมืองเขียวๆอย่างนี้มั่งนะ ...


edit @ 29 Apr 2011 17:31:44 by ร้อยคำ