คนไม่ดูทีวีถูกชวนไปดูละครอีกแล้ว ... เฮ้อ ...แม้จะทำยึกยักเรื่องเสียงดังปวดหู บทเรียนจาก ฟ้าจรดทราย เมื่อปีที่แล้ว แต่พอถูกรุ่นใหญ่สำทับมาว่า ละครเวทีเรื่องแรกของเราน่ะมันตีนภูเขาทอง ส่วนเรื่องนี้เป็นยอดคิชกูฎ ถ้าอย่างนั้นนักทดลองก็จะต้องปีนดูซักตั้ง
สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ (Man of La Mancha)
ฟ้าดินบันดาลให้นักวิจารณ์สมัครเล่นได้ไปดูรอบซ้อมใหญ่รอบแรกเมื่อคืนนี้ (8 มิ.ย.) ได้ที่นั่งสุดยอดสบายตาสำหรับคนตายาวเล็กน้อยอย่างเรา (T33) เพลงสรรเสริญพระบารมีจบ เพลงโหมโรง (overture) ก็ตามมา เป็นโหมโรงที่ค่อนข้างยาวในความรู้สึก แต่พอมาฟังโหมโรงของ Freudiana สุดโปรดก็ถึงบางอ้อว่าที่จริงมันคงไม่ได้ยาวมากน้อยไปกว่ากันหรอก เพียงแต่มันค่อนข้างจะเรียบๆเรื่อยๆ และยังไม่คุ้นก็เลยรู้สึกไปเอง
พวกรับรู้ทางประสาทหูก่อนอื่นใด ก็ต้องวิจารณ์เสียงก่อน ช่วงแรก เสียงเจมส์ (เซรบานเตส / ดอน กิโฆเต้) ยังเบาไปนิดหนึ่ง แต่ก็เร่ง (ไม่รู้เร่งไมค์หรือเร่งเสียง) ขึ้นมาได้ระดับ และได้พลังเสียงกังวานแก่ (ตามบท) น่าประทับใจมาก เสียงของเมย์ (อัลดอนซา / ดัลซีเนีย) ค่อนข้างแข็ง กร้าว กร้าน ตามบทโสเภณีของเธอ แล้วค่อยผ่อนหวานตอนมาเยี่ยมเซรบานเตสก่อนตาย น่าเสียดายที่เสียงเธอหวานแต่ยังไม่ผ่อนเบาและยังไม่เครือเศร้าเท่าที่ควร (วัดมาตรฐานจากน้ำตาจระเข้ที่ไม่มีวี่แววหยดแม้แต่นิดเดียว) เสียงที่เด่นจนแย่งซีนจากพระเอกนางเอกได้ คือเสียงของ เพิร์ล (อันโทเนีย หลานสาวเซรบานเตส) สมแล้วที่เธอได้รางวัลนักร้องหญิงดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งเอเชียไปหมาดๆ กับท่านบาทหลวง ที่ไม่รู้ใครแสดงแต่แว่วมาว่าเป็นคนเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนโน้น และแม่บ้าน ที่ร้องประกอบได้เข้ากั๊นเข้ากัน กลายเป็นฉากที่ผู้ชมปรบมือให้ดังและยาวมากๆ
อีกเสียงหนึ่งที่เราปรบมือให้อย่างยาว คือเสียงดนตรี ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวทำดีที่สุดในหน้าที่ที่ได้รับมา เนื่องจากว่าเรื่องนี้ดนตรีไม่ใช่พระเอก แต่เป็นตัวผสมให้ส่วนประกอบอื่นๆลงตัวเข้าด้วยกันได้ และก็ทำได้เยี่ยมมาก ไม่มีส่วนไหนกระโดดออกมาขวางเลย คนชอบกองหลังอย่างเราเทให้หมดใจ
ฉากประกอบของเรื่องนี้ดูดีตามเนื้อเรื่อง ที่ในคุกจะต้องดูทึมๆมืดๆ ในโรงเตี๊ยมต้องซอมซ่อสกปรก หลายคนบอกว่าน่าจะให้มืดกว่านี้อีกเพื่อให้ได้บรรยากาศ คุณยุทธนาบอกว่าคนคุมไฟเวลาหรี่ยังหรี่ไม่สุด มาคิดดูแล้วก็คงจริง ดูตามเนื้อเรื่อง(ที่มาแอบอ่านทีหลัง) ความแรงควรจะตกอยู่ที่บรรยากาศทางแสงและคำพูดเท่ๆของ ดอน กิโฆเต้ แต่เราไม่ยักกะอินมาก เข้าใจว่าความมืด-สว่างยังตัดกันไม่ชัดเจนจริงๆ มีที่ชัดจนคนดูต้องยกมือขึ้นมาบัง ยังไม่พอต้องหลับตาปี๋ไปราวๆห้าวินาที คือตอนที่มารกระจกโผล่ออกมา คนจัดบอกว่าตั้งใจให้แสงแทงลูกตา แต่เราว่าโหดไปหน่อย ไม่ต้องจ้าขนาดนี้ก็ได้ หรือจ้าขนาดนี้แค่วินาทีเดียว คนดูก็รับรู้แล้ว
มีที่เตะตาแบบไม่ค่อยชอบใจนัก คือภาพเคลื่อนไหวที่ฉากหลังสุดในหลายๆตอน กังหันลมที่หมุนไปเรื่อยๆยังพอว่า แต่ไอ้ภาพวาดแบบดาลีที่มันไหลอยู่ตลอดเวลา แถมบางทีดันมีนกบินออกมาน่ะ สำหรับเราดูประหลาดมาก (สงสัยหัวไม่แอ๊บแตก) เอาล่ะ ถ้าคนหมู่มากชอบล่ะก็ แค่แก้ให้นกมันบินไปให้สุด ไม่สะดุดหยุดกลางอากาศอยู่ที่เดิมตั้งสามสี่รอบคงพอ (โดนเค้าจับ loop ได้น่ะมันหมดท่าเลยนะคุณเอ็นจิเนียร์ คิดจะหลอกคนดูต้องหลอกให้มันถึงระดับหน่อย) แต่ถ้าเอาตามใจเราล่ะก็ เราว่าถอดไอ้มีเดียวิชั่นราคาหลักล้านอันนี้ออกไปซะเถอะ ใช้ฉากนิ่งกับแสงไหลยังน่าจะดูดีซะกว่า
พูดถึงบทและการแสดง ทุกตัวละครทำได้ดีทีเดียว เบน (ซันโช) กับเจมส์ (ดอน กิโฆเต้) แสดงได้ถึงบทมากๆ คนชมเมย์ก็หลายคน แต่เรายังติดเรื่องการผ่อนอารมณ์กับผ่อนเสียงของเธอเลยยังไม่ให้ห้าดาว มีเสียงวิจารณ์จากคนนั่งข้างๆ ว่าฉากข่มขืน (ทีมงานบอกว่า เขาเรียกฉากลักพาตัว) อัลดอนซาดูจะยาวและเถื่อนจนเกินไป จำเป็นไหมที่จะเน้นตรงนี้ เราเองก็นั่งขมวดคิ้วหลับตาฟังแต่เสียงกรี๊ดโหดๆของเมย์เหมือนกัน มีบางคนสรุปว่า ฉากนี้จำเป็นเพราะละครแสดงในปี 2551 หลายอย่างต้องทำให้ตรงและแรงให้เหมาะกับผู้ชมในยุคสมัย บางคนก็บอกว่าที่มันดูโหดเพราะนักแสดงฝีมือดี แสดงได้เฉียบคม (จนน่ากลัวว่ะ) ฉากนี้เมย์ใส่ชุดขาวจั๊วะ ทีมงานกันเองนั่นแหละวิพากษ์ว่านังโสเภณีที่ไหนจะใส่ชุดขาวจั๊วะแบบนี้ แถมถูกข่มขืนแล้วเสื้อยังเรียบลื่น มีแต่กระโปรงที่ขาดรุ่ยดูเป็นแฟชั่นไปอีกแบบ (ฮา)
เนื่องจากเป็นรอบซ้อมใหญ่รอบแรก เลยจะมีอะไรหลุดๆออกมาหลายช่วงเหมือนกัน อย่างเช่น หมวก ดอน กิโฆเต้ ที่ไม่ยอมอยู่บนหัวเจมส์ คอยจะกลิ้งลงไปคลุกฝุ่นอยู่นั่นแล้ว แต่ก็ไปกันได้กับสภาพอัศวินฝันเฟื่องอย่างไม่ขัดเขิน อีกตอนหนึ่งในโบสถ์ที่ อันโทเนียกับแม่บ้านเข้าไปรำพันกับบาทหลวง นั่นก็เข้าใจว่าฉากทำท่าจะล้มหลายรอบ สุดท้ายบาทหลวงเลยยืนกางปีกกอดฉากพลาง ส่ายหน้าไม่รู้ว่าระอากับสองสาวที่มัวแต่พร่ำรำพัน หรือระอาฉากที่ไม่ยอมยืนด้วยตัวเองกันแน่ เล่นเอาคนดูฮากลิ้ง
เราว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นละครเวทีที่สมควรสรรเสริญทีมเวิร์ค ทุกส่วนช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดีได้ระดับโดยไม่มีอะไรเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษหรือเลวเป็นพิเศษ ไม่มีการตบตีแย่งความดีความชอบอย่างฟ้าจรดทราย ที่ทุกอย่างแสบหูแสบตาจัดจ้าไปหมดจนคนดูผู้เงียบหงิมอย่างเราแสนจะอึดอัด
-----
หลุดพ้นไปจากเทคนิคและการแสดง เนื้อเรื่อง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ อาจจะยากไปสักนิดสำหรับคนไทยที่ดูละครหลังข่าวจนชิน แต่ก็มีพล็อตสนุกจนน่าจะชักชวนให้มาดูด้วยกันได้ ดอน กีโฆเต้ ก้ำกึ่งระหว่างคนบ้ากับคนมีอุดมการณ์ สิ่งที่เขาทำลงไปเหมือนจะทำให้คนบางคนกลับมามีความหวัง มีพลังขึ้นมาได้ แต่ผลที่ออกมาก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป งานที่ดูเหมือนสนับสนุนแนวคิดหนึ่ง แต่ทะลึ่งเสนอผลที่มีทั้งขาวและดำป้ายเปื้อนอยู่ด้วยกันให้คนดูเห็น ไม่ค่อยจะมีในงานบันเทิงของประเทศเรานัก คนที่ไม่คุ้นเคยเรื่องแบบนี้มาก่อนคงจะพากันเดินงงออกจากโรง เหมือนที่เราเป็นเมื่อคืน และมานั่งจมอยู่กับความคิดอีกพักใหญ่ในวันนี้
สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ น่าจะช่วยเติมเต็มให้คนดูที่เอาไปคิดต่อได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เติมฝันให้คนขาดฝัน เติมความเชื่อมั่นให้คนท้อแท้ เติมสะพานประสานสู่ความจริงให้กับนักฝันที่ยังล่องลอย ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นใคร
ถ้าคนไทยจะหันมาชอบและผลิตความบันเทิงแนวนี้ออกมามากขึ้น คงต้องยกความดีให้ทีมงาน สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ทุกๆคน
ขอปรบมือดังๆให้อีกครั้ง
(สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ แสดงที่รัชดาลัย เธียเตอร์ วันที่ 13-22 มิถุนายน นี้)
edit @ 9 Jun 2008 15:53:51 by ร้อยคำ