2008/Jun/09

คนไม่ดูทีวีถูกชวนไปดูละครอีกแล้ว ... เฮ้อ ...แม้จะทำยึกยักเรื่องเสียงดังปวดหู บทเรียนจาก ฟ้าจรดทราย เมื่อปีที่แล้ว แต่พอถูกรุ่นใหญ่สำทับมาว่า ละครเวทีเรื่องแรกของเราน่ะมันตีนภูเขาทอง ส่วนเรื่องนี้เป็นยอดคิชกูฎ ถ้าอย่างนั้นนักทดลองก็จะต้องปีนดูซักตั้ง    

       
 

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่  (Man of La Mancha)     

ฟ้าดินบันดาลให้นักวิจารณ์สมัครเล่นได้ไปดูรอบซ้อมใหญ่รอบแรกเมื่อคืนนี้ (8 มิ.ย.) ได้ที่นั่งสุดยอดสบายตาสำหรับคนตายาวเล็กน้อยอย่างเรา (T33) เพลงสรรเสริญพระบารมีจบ เพลงโหมโรง (overture) ก็ตามมา เป็นโหมโรงที่ค่อนข้างยาวในความรู้สึก แต่พอมาฟังโหมโรงของ Freudiana สุดโปรดก็ถึงบางอ้อว่าที่จริงมันคงไม่ได้ยาวมากน้อยไปกว่ากันหรอก เพียงแต่มันค่อนข้างจะเรียบๆเรื่อยๆ และยังไม่คุ้นก็เลยรู้สึกไปเอง     

พวกรับรู้ทางประสาทหูก่อนอื่นใด ก็ต้องวิจารณ์เสียงก่อน ช่วงแรก เสียงเจมส์ (เซรบานเตส / ดอน กิโฆเต้) ยังเบาไปนิดหนึ่ง แต่ก็เร่ง (ไม่รู้เร่งไมค์หรือเร่งเสียง) ขึ้นมาได้ระดับ และได้พลังเสียงกังวานแก่ (ตามบท) น่าประทับใจมาก เสียงของเมย์ (อัลดอนซา / ดัลซีเนีย) ค่อนข้างแข็ง กร้าว กร้าน ตามบทโสเภณีของเธอ แล้วค่อยผ่อนหวานตอนมาเยี่ยมเซรบานเตสก่อนตาย น่าเสียดายที่เสียงเธอหวานแต่ยังไม่ผ่อนเบาและยังไม่เครือเศร้าเท่าที่ควร (วัดมาตรฐานจากน้ำตาจระเข้ที่ไม่มีวี่แววหยดแม้แต่นิดเดียว) เสียงที่เด่นจนแย่งซีนจากพระเอกนางเอกได้ คือเสียงของ เพิร์ล (อันโทเนีย หลานสาวเซรบานเตส) สมแล้วที่เธอได้รางวัลนักร้องหญิงดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งเอเชียไปหมาดๆ กับท่านบาทหลวง ที่ไม่รู้ใครแสดงแต่แว่วมาว่าเป็นคนเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนโน้น และแม่บ้าน ที่ร้องประกอบได้เข้ากั๊นเข้ากัน กลายเป็นฉากที่ผู้ชมปรบมือให้ดังและยาวมากๆ    

อีกเสียงหนึ่งที่เราปรบมือให้อย่างยาว คือเสียงดนตรี ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวทำดีที่สุดในหน้าที่ที่ได้รับมา เนื่องจากว่าเรื่องนี้ดนตรีไม่ใช่พระเอก แต่เป็นตัวผสมให้ส่วนประกอบอื่นๆลงตัวเข้าด้วยกันได้ และก็ทำได้เยี่ยมมาก ไม่มีส่วนไหนกระโดดออกมาขวางเลย คนชอบกองหลังอย่างเราเทให้หมดใจ    

ฉากประกอบของเรื่องนี้ดูดีตามเนื้อเรื่อง ที่ในคุกจะต้องดูทึมๆมืดๆ ในโรงเตี๊ยมต้องซอมซ่อสกปรก หลายคนบอกว่าน่าจะให้มืดกว่านี้อีกเพื่อให้ได้บรรยากาศ คุณยุทธนาบอกว่าคนคุมไฟเวลาหรี่ยังหรี่ไม่สุด มาคิดดูแล้วก็คงจริง ดูตามเนื้อเรื่อง(ที่มาแอบอ่านทีหลัง) ความแรงควรจะตกอยู่ที่บรรยากาศทางแสงและคำพูดเท่ๆของ ดอน กิโฆเต้ แต่เราไม่ยักกะอินมาก เข้าใจว่าความมืด-สว่างยังตัดกันไม่ชัดเจนจริงๆ มีที่ชัดจนคนดูต้องยกมือขึ้นมาบัง ยังไม่พอต้องหลับตาปี๋ไปราวๆห้าวินาที คือตอนที่มารกระจกโผล่ออกมา คนจัดบอกว่าตั้งใจให้แสงแทงลูกตา แต่เราว่าโหดไปหน่อย ไม่ต้องจ้าขนาดนี้ก็ได้ หรือจ้าขนาดนี้แค่วินาทีเดียว คนดูก็รับรู้แล้ว    

มีที่เตะตาแบบไม่ค่อยชอบใจนัก คือภาพเคลื่อนไหวที่ฉากหลังสุดในหลายๆตอน กังหันลมที่หมุนไปเรื่อยๆยังพอว่า แต่ไอ้ภาพวาดแบบดาลีที่มันไหลอยู่ตลอดเวลา แถมบางทีดันมีนกบินออกมาน่ะ สำหรับเราดูประหลาดมาก (สงสัยหัวไม่แอ๊บแตก) เอาล่ะ ถ้าคนหมู่มากชอบล่ะก็ แค่แก้ให้นกมันบินไปให้สุด ไม่สะดุดหยุดกลางอากาศอยู่ที่เดิมตั้งสามสี่รอบคงพอ (โดนเค้าจับ loop ได้น่ะมันหมดท่าเลยนะคุณเอ็นจิเนียร์ คิดจะหลอกคนดูต้องหลอกให้มันถึงระดับหน่อย)  แต่ถ้าเอาตามใจเราล่ะก็ เราว่าถอดไอ้มีเดียวิชั่นราคาหลักล้านอันนี้ออกไปซะเถอะ ใช้ฉากนิ่งกับแสงไหลยังน่าจะดูดีซะกว่า         

พูดถึงบทและการแสดง ทุกตัวละครทำได้ดีทีเดียว เบน (ซันโช) กับเจมส์ (ดอน กิโฆเต้) แสดงได้ถึงบทมากๆ คนชมเมย์ก็หลายคน แต่เรายังติดเรื่องการผ่อนอารมณ์กับผ่อนเสียงของเธอเลยยังไม่ให้ห้าดาว  มีเสียงวิจารณ์จากคนนั่งข้างๆ ว่าฉากข่มขืน (ทีมงานบอกว่า เขาเรียกฉากลักพาตัว) อัลดอนซาดูจะยาวและเถื่อนจนเกินไป จำเป็นไหมที่จะเน้นตรงนี้ เราเองก็นั่งขมวดคิ้วหลับตาฟังแต่เสียงกรี๊ดโหดๆของเมย์เหมือนกัน มีบางคนสรุปว่า ฉากนี้จำเป็นเพราะละครแสดงในปี 2551 หลายอย่างต้องทำให้ตรงและแรงให้เหมาะกับผู้ชมในยุคสมัย บางคนก็บอกว่าที่มันดูโหดเพราะนักแสดงฝีมือดี แสดงได้เฉียบคม (จนน่ากลัวว่ะ) ฉากนี้เมย์ใส่ชุดขาวจั๊วะ ทีมงานกันเองนั่นแหละวิพากษ์ว่านังโสเภณีที่ไหนจะใส่ชุดขาวจั๊วะแบบนี้ แถมถูกข่มขืนแล้วเสื้อยังเรียบลื่น มีแต่กระโปรงที่ขาดรุ่ยดูเป็นแฟชั่นไปอีกแบบ (ฮา)     

เนื่องจากเป็นรอบซ้อมใหญ่รอบแรก เลยจะมีอะไรหลุดๆออกมาหลายช่วงเหมือนกัน อย่างเช่น หมวก ดอน กิโฆเต้ ที่ไม่ยอมอยู่บนหัวเจมส์ คอยจะกลิ้งลงไปคลุกฝุ่นอยู่นั่นแล้ว แต่ก็ไปกันได้กับสภาพอัศวินฝันเฟื่องอย่างไม่ขัดเขิน อีกตอนหนึ่งในโบสถ์ที่ อันโทเนียกับแม่บ้านเข้าไปรำพันกับบาทหลวง นั่นก็เข้าใจว่าฉากทำท่าจะล้มหลายรอบ สุดท้ายบาทหลวงเลยยืนกางปีกกอดฉากพลาง ส่ายหน้าไม่รู้ว่าระอากับสองสาวที่มัวแต่พร่ำรำพัน หรือระอาฉากที่ไม่ยอมยืนด้วยตัวเองกันแน่ เล่นเอาคนดูฮากลิ้ง      

เราว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นละครเวทีที่สมควรสรรเสริญทีมเวิร์ค ทุกส่วนช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดีได้ระดับโดยไม่มีอะไรเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษหรือเลวเป็นพิเศษ ไม่มีการตบตีแย่งความดีความชอบอย่างฟ้าจรดทราย ที่ทุกอย่างแสบหูแสบตาจัดจ้าไปหมดจนคนดูผู้เงียบหงิมอย่างเราแสนจะอึดอัด

-----

หลุดพ้นไปจากเทคนิคและการแสดง เนื้อเรื่อง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ อาจจะยากไปสักนิดสำหรับคนไทยที่ดูละครหลังข่าวจนชิน แต่ก็มีพล็อตสนุกจนน่าจะชักชวนให้มาดูด้วยกันได้ ดอน กีโฆเต้ ก้ำกึ่งระหว่างคนบ้ากับคนมีอุดมการณ์ สิ่งที่เขาทำลงไปเหมือนจะทำให้คนบางคนกลับมามีความหวัง มีพลังขึ้นมาได้ แต่ผลที่ออกมาก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป งานที่ดูเหมือนสนับสนุนแนวคิดหนึ่ง แต่ทะลึ่งเสนอผลที่มีทั้งขาวและดำป้ายเปื้อนอยู่ด้วยกันให้คนดูเห็น ไม่ค่อยจะมีในงานบันเทิงของประเทศเรานัก คนที่ไม่คุ้นเคยเรื่องแบบนี้มาก่อนคงจะพากันเดินงงออกจากโรง เหมือนที่เราเป็นเมื่อคืน  และมานั่งจมอยู่กับความคิดอีกพักใหญ่ในวันนี้       

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ น่าจะช่วยเติมเต็มให้คนดูที่เอาไปคิดต่อได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เติมฝันให้คนขาดฝัน เติมความเชื่อมั่นให้คนท้อแท้ เติมสะพานประสานสู่ความจริงให้กับนักฝันที่ยังล่องลอย ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นใคร     

ถ้าคนไทยจะหันมาชอบและผลิตความบันเทิงแนวนี้ออกมามากขึ้น คงต้องยกความดีให้ทีมงาน สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ทุกๆคน              

ขอปรบมือดังๆให้อีกครั้ง               

(สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ แสดงที่รัชดาลัย เธียเตอร์  วันที่ 13-22 มิถุนายน นี้)

 

edit @ 9 Jun 2008 15:53:51 by ร้อยคำ

2008/Jun/08

 

"Do the kinds of things that come from the heart. When you do, you won't be dissatisfied, you won't be envious, you won't be longing for somebody else's things. On the contrary, you'll be overwhelmed with what comes back."

(Tuesdays with Morrie

by Mitch Albom)

2008/Jun/07

…..

             

He enters the classroom, sits down, doesn’t say anything. He looks at us, we look at him. At first there are a few giggles, but Morrie only shrugs and eventually a deep silence falls and we begin to notice the smallest sounds, the radiator humming in the corner of the room, the nasal breathing of one of the fat students.

           

Some of us are agitated. When is he going to say something? We squirm, check out watches. A few students look out the window, trying to be above it all. This goes on a good fifteen minutes, before Morrie finally breaks in with a whisper.

           

“What’s happening here?” he asks.

             

And slowly a discussion begins – as Morrie has wanted all along – about the effect of silence on human relations. Why are we embarrassed by silence? What comfort do we find in all the noise?

            

I am not botherd by the silence. For all the noise I made with my friends, I am still not comfortable talking about my feelings in front of others – especially not classmates. I could sit in the quiet for hours if that is what the class demanded.

       

…..

 

(Tuesdays with Morrie

by Mitch Albom)

 

edit @ 7 Jun 2008 16:44:26 by ร้อยคำ

2008/Jun/05

เมื่อต้นอาทิตย์ ไปเข้าร่วมรายการเปลือยชีวิตให้ช่วยกัน อ่าน ของวงสนทนานักวิชาการผู้หวังดีต่อมวลมนุษยชาติ ที่เรียกคนดังน้อยดังมากมาเปลือยกันในห้องสนทนาโต๊ะกลม แอร์เย็นฉ่ำ ให้มันสมองระดับหัวกะทิของชาติถอดรหัสตีความ นัยว่าประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยยกระดับการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของสังคม (ที่กำลังอดน้ำมันแต่อยากขี่เก๋ง ปากบ่นว่าไม่พอกินแต่ไม่เคยแห้งลิปสติก)

----- 

ปลายอาทิตย์ก่อน อยู่ๆก็มีวารสาร อ่าน ฉบับปฐมฤกษ์ ที่บอกว่าส่งมาให้ทดลองฟรีสำหรับสมาชิกวารสารฟ้าเดียวกัน ทั้งที่เราไม่เคยเป็นสมาชิกมาก่อนไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหน  ตกใจเล็กน้อยกับราคาข้างเล่ม 200 บาท แต่พอระลึกถึงราคาเฉียดสองร้อยของวารสารหนังสือใต้ดิน ที่อ่านได้อย่างติดพัน ก็เริ่มเข้าใจ (แม้จะยังคงคิดว่า ทำไมวารสารเพื่อนักอ่านพวกนี้ไม่คิดใช้กระดาษถูกๆให้ราคามันลงมาอยู่ในกำมือของนักอยากอ่านบ้างนะ) 

     
อ่าน ฉบับปฐมฤกษ์
      

ผ่าน เปิดเล่ม ของ ไอดา อรุณวงศ์ ด้วยใจระทึก มันจะมีจริงหรือ พื้นที่ของการวิจารณ์ที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ แต่สามัญพอที่จะไม่ต้องกีดกันคนส่วนใหญ่ออกไป ถ้ามีจริง คงเป็นสวรรค์ของคนชอบอ่านแต่ไม่ชอบหอบบันไดอย่างเรา   

    

เปิดเข้าไปในเล่ม แล่นไปหา Buru Quartet  ก่อนใคร ก็มันยังแค้นไม่หาย อะไรวะ แปลออกมาสามเล่มแล้วหายจ้อยเฉยเลย ฮ่วย! ไม่รับผิดชอบต่อคนอ่านเลยนี่หว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าด่าใคร  บก. คนแปล หรือใครดี หวังว่าจะมีคนเขียนพาดพิงให้มากๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เราอุตส่าห์ด่าจะได้ลุกขึ้นมาทำให้มันเสร็จครบเซ็ตซะที  บทวิจารณ์ใน อ่าน เขียนเพื่อคนยังไม่อ่านเลยลงไม่ลึกนัก แค่ยกประเด็นแล้วเล่าเนื้อหาในเรื่องด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ หยิบวรรคเตะหัวใจมาประกอบ พอดีอ่านไปแล้วเลยรู้สึกว่าไม่จุใจซักเท่าไหร่ ขณะที่ถ้าเป็นคนยังไม่อ่านก็ยังไม่ค่อยเร้าใจเท่าที่ควร ทั้งๆที่สำหรับนักอ่านเดินดินอย่างเรา จตุรภาคเกาะบูรูชุดนี้เป็นสุดยอดนิยายชีวิตผจญภัยของนายมิงเกแท้ๆ     

             

ตรงกันข้ามกับบทวิจารณ์ ทุ่งมหาราช ที่วิเคราะห์อย่างละเอียดยิบ ซ้อนปากคำของนักวิจารณ์เข้าไปอีกรอบ จนคนยังไม่อ่านอย่างเราตื่นเต้นใคร่จะได้อ่านในเร็ววัน ด้วยความที่บทวิจารณ์ทำท่าจะลงลึกถึงกึ๋น ทำให้เราต้องรีบพลิกไปหาคอลัมน์อื่นกลั้วคอ ก่อนจะหมดความอยากหา ทุ่งมหาราช มา อ่าน ตามประสาเราเสียก่อน

       

ส่งเสด็จ และ นิทานอีสปฉบับไม่เพียงพอ เป็นส่วนที่ทำให้ อ่าน เข้ากับคนสามัญที่มีใจเดียวกับ ฟ้าเดียวกัน แต่ปีนบันไดวิชาการแล้วหอบแฮ่กๆไปไม่ถึงสวรรค์อย่างเราแฮปปี้ดี๊ด๊า ลุกขึ้นมากรอกใบสมัครสมาชิกอย่างไม่เสียดายตัง  และตั้งหน้าตั้งตาเตรียมรองเท้าตีนตุ๊กแกเพื่อพยายามปีนบันไดที่มีให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่นักเขียนจะพาไปในส่วนอื่นๆของ อ่าน เล่มนี้และเล่มหน้า 

        

ถึงจะยังอ่านไม่จบเล่ม (บ้า! เล่มละตั้งสองร้อย อ่านรวดเดียวจบก็ไม่คุ้มน่ะสิ)  แต่ก็พอมองแนวออกบ้างแล้ว ถ้า อ่าน ยังคงอยู่ในแนวไม่ไกลไปจากนี้ ก็คงคบกันได้ยืดยาว ไม่เหมือนบางวารสารนิตยสาร ที่เราเป็นสมาชิกเพียงเพื่อดูแนวครบปีแล้วก็บอกลา

               

 ขอส่งกำลังใจให้คนทำ ที่ ไม่ใช่นักวิชาการ แล้วมันยังเป็นผู้หญิง (!)  ดีใจด้วยที่กำลังจะได้สมาชิกเพิ่มอีกคนแล้วนะ (แถมอุปถัมภ์ให้อีกหนึ่งห้องสมุด ใจป้ำชิบเป๋งเลยวุ้ย) อย่างน้อยก็อยากจะมีเวลาค่อยๆทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้

-----  

ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ค่อนข้างหนาวสำหรับคนไม่ชิน คนถูกเรียกมาเปลือยชีวิตยังคงห่อตัวไว้อย่างมิดชิด ยื่นส่งต้นฉบับ หนังสือชีวิต อย่างกระมิดกระเมี้ยน หลังแอบจงใจฉีกออกไปอย่างแนบเนียนหลายหน้า ไม่ว่าคนรับจะเพียงพลิกๆดูแล้วโยนทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีหนังสือไว้ อ่าน มากเกินพอแล้ว หรือเล่มนี้ไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ หรือใครจะนั่งอมยิ้มรอ อ่าน ตอนต่อไป ก็ไม่มีผลอะไรต่อคนผลิตต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ เพราะมันไม่ได้มีไว้ขาย (!)

        

ขออภัยที่มิอาจเผยใจ เพราะเรามีเวลาให้กันน้อย และยังไม่ค่อยรู้จักกัน

 

edit @ 5 Jun 2008 17:37:48 by ร้อยคำ

2008/May/18

        

เรือลำหนึ่งลอย ล่องลอยตามกระแส ตามความผันแปรลำน้ำใหญ่
ลอยตามน้ำมา และลอยตามน้ำไป ไม่เคยมีทุกข์ใด ล่องลอยไปได้ทุกวัน
    
หากว่าน้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปไม่เคยหวั่น
น้ำเมื่อมันลง เรือก็ลงเหมือนกัน
น้ำนิ่งก็นอน ก็นอนนิ่งอีกวัน
น้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปเหมือนกัน
        
ทุกวันช่างสุขใจ ล่องลอยไปในห้วงละหาญ ตามกระแสธารลำน้ำนั่น
ล่องไปตามกระแสแรง โน้มดวงอาทิตย์และจันทร์
ตามกลางคืนและวันไม่ว่ามันจะเป็นเช่นไร
        
หากว่าน้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปไม่เคยหวั่น
น้ำเมื่อมันลง เรือก็ลงเหมือนกัน
น้ำนิ่งก็นอน ก็นอนนิ่งอีกวัน
น้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปเหมือนกัน
       
ไม่เคยจะฝืนอะไร มุ่งไปด้วยใจยึดมั่น
ล่องไปตามแสงตะวัน ตามแสงจันทร์ที่มันนั้นจะพาไป
    
เรือลำหนึ่งลอย ล่องลอยตามกระแส ตามความผันแปรลำน้ำใหญ่
ลอยตามน้ำมา และลอยตามน้ำไป ไม่เคยมีทุกข์ใด ล่องลอยไปได้ทุกวัน
หากว่าน้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปไม่เคยหวั่น
น้ำเมื่อมันลง เรือก็ลงเหมือนกัน
น้ำนิ่งก็นอน ก็นอนนิ่งอีกวัน
น้ำขึ้นเมื่อไหร่ ขึ้นตามไปเหมือนกัน

(เรือ -- ธเนศ วรากุลนุเคราะห์)

(ยืมภาพมาจาก สิบห้าซอยสิบหก)